http://smartservicethailand.igetweb.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 PROMOTION

 สินค้าและบริการของเรา

 ความรู้และบทความต่างๆ

 ผลงานติดตั้ง

 เว็บบอร์ด

 ติดต่อเรา

ความรู้เกี่ยวกับแก๊สรถยนต์

ความรู้เกี่ยวกับ E85

ความรู้เกี่ยวกับรถยนต์

สถิติ

เปิดเว็บ15/12/2012
อัพเดท08/11/2016
ผู้เข้าชม209,071
เปิดเพจ294,420
สินค้าทั้งหมด11
iGetWeb.com
AdsOne.com

ความรู้เกี่ยวกับ LPG

ความรู้เกี่ยวกับ LPG


ก๊าซปิโตรเลียมเหลว หมายถึง “ก๊าซไฮโดรคาร์บอนเหลว คือ โปรเปน โปรปิลีน นอร์มัลบิวเทน ไอโซบิวเทน หรือบิวทีลีน อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง ผสมกันเป็นส่วนใหญ่” โดยทั่วไปเรามักเรียกก๊าซปิโตรเลียมเหลวนี้ว่า ก๊าซ แก๊ส แก๊สเหลว หรือแก๊สหุงต้ม ส่วนในวงการค้าและอุตสาหกรรม ชื่อที่เรารู้จักกันดี คือ แอล พี แก๊ส (LP GAS) หรือ แอล พี จี (LPG) ซึ่งเป็นอักษรย่อ มาจาก Liquefied Petroleum Gas ก๊าซปิโตรเลียมเหลวมีสภาพเป็นก๊าซที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศ โดยมีน้ำหนักประมาณ 1.5-2 เท่าของอากาศ

               การที่ได้ชื่อว่าปิโตรเลียมเหลว   เนื่องจากก๊าซจะถูกอัดให้อยู่ในสภาพของเหลวภายใต้ความดันเพื่อสะดวกต่อการเก็บและการขนส่ง  เมื่อลดความดันก๊าซเหลวนี้จะกลายเป็นไอ  สามารถนำไปใช้งานได้

               ก๊าซปิโตรเลียมเหลว   เป็นเชื้อเพลิงที่มีความสำคัญในปัจจุบัน  ใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในครัวเรือน  ร้านอาหาร  ภัตตาคาร  พาณิชยกรรม  อุตสาหกรรม   และในรถยนต์  เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงที่ขนส่งสะดวกไม่เปลืองที่เก็บ และที่สำคัญคือ เผาไหม้แล้วเกิดเขม่าน้อยกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น

แหล่งที่มาของก๊าซปิโตรเลียมเหลว

แหล่งที่มาของก๊าซมี 2 แหล่ง ได้แก่

                1. ได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบในโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งจะได้ก๊าซโปรเปนและบิวเทนประมาณ 1-2%   แต่ก่อนที่จะนำ  น้ำมันดิบเข้ากลั่น ต้องแยกน้ำ  และเกลือแร่ที่ปนอยู่ออกเสียก่อน   หลักจากนั้นนำน้ำมันดิบมาให้ความร้อนจนมีอุณหภูมิประมาณ  340 - 400 OC   จากนั้นจะถูกส่งเข้าสู่หอกลั่น    ซึ่งภายในประกอบด้วยถาด (tray)  เป็นชั้น ๆ หลายสิบชั้น ไอร้อนที่ลอยขึ้นไป เมื่อเย็นตัวลงจะกลั่นตัวเป็น  ของเหลวบนถาดตามชั้นต่าง ๆ  และจะอยู่ชั้นใดขึ้นอยู่กับช่วงจุดเดือนต่ำจะลอยขึ้นสู่เบื้องบนของหอกลั่น คือไฮโดรคาร์บอนที่มีสถานะเป็นก๊าซ ( LPG รวมอยู่ในส่วนนี้ด้วย )  ส่วนไฮโดรคาร์บอนที่มีจุดเดือนปานกลาง และสูงก็จะแยกตัวออกมาทางตอนกลางและตอนล่างของหอกลั่น ซึ่งได้แก่แนพทา ( naphtha ) น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซล และน้ำมันเตา ตามลำดับ

               ไฮโดรคาร์บอนที่มีสถานะเป็นก๊าซที่ออกจากด้านบนของหอกลั่นรวมเรียกว่า “ ก๊าซปิโตรเลียม ” ซึ่งประกอบด้วยส่วนผสมของ ก๊าซไฮโดรคาร์บอนที่มีคาร์บอน 1 อะตอม ถึง 4 อะตอมและมีก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไนโตรเจน (N2) ไฮโดรเจน (H2) และอื่น ๆ ปนอยู่ จำเป็นต้องกำจัดหรือแยกออกโดยนำก๊าซปิโตรเลียมผ่านเข้าหน่วยแยกก๊าซแอลพีจี (gas recovery unit) เพื่อแยกเอาโปรเปนและบิวแทน (หรือแอลพีจี) ออกมา จากนั้นแอลพีจีจะถูกส่งเข้าหน่วยฟอก ซึ่งใช้โซดาไฟ (caustic soda) เพื่อแยกเอากรด (acid gas) เช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออก หลังจากนั้นแอลพีจีจะถูกส่งไปเก็บในถังเก็บและมีสภาพเป็นของเหลวภายใต้ความดัน

               2. ได้จากกระบวนการแยกก๊าซธรรมชาติ        ซึ่งจะมีก๊าซโปรเปนและบิวเทนในก๊าซธรรมชาติประมาณ 6-10%  ก๊าซธรรมชาติ ที่นำขึ้นมาจะส่งเข้าสู่โรงแยกก๊าซ  ( gas separation plant )  เพื่อทำการแยกเอาสารไฮโดรคาร์บอนที่มีอยู่ในก๊าซธรรมชาติ  ออกเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ คือ มีเทน  ( methane ) อีเทน ( ethane ) โปรเปน  ( propane )  บิวเทน  ( butane )  แอลพีจี   ( liquefied petroleum gas ) และ
ก๊าซโซลีนธรรมชาติ (natural gasoline , NGL)

                กระบวนการแยกก๊าซธรรมชาติ เริ่มต้นด้วยการกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)   และน้ำที่เจือปน อยู่ในก๊าซธรรมชาติออกก่อน โดยกระบวนการ Benfield ซึ่งใช้โปตัสเซียมคาร์บอเนต ( K2CO3 ) เป็นตัวจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์    และกระบวนการดูดซับ  ( absorption process )  โดยใช้สารจำพวก molecular sieve ซึ่งมีลักษณะเป็นรูพรุน  ทำหน้าที่ดูดซับน้ำ  ก๊าซธรรมชาติที่แห้งจากหน่วยนี้จะผ่านเข้าไปใน turbo-expander เพื่อลดอุณหภูมิจาก 250OK เป็น 170OK  และลดความดันลงจาก 43 บาร์ เป็น16 บาร์ ก่อนแล้วจึงเข้าสู่หอแยกมีเทน (de-methanizer) มีเทนจะถูกกลั่นแยกออกไป  และส่วนที่เหลือคือส่วนผสมของ ก๊าซไฮโดรคาร์บอนที่มีคาร์บอนตั้งแต่  2  อะตอมขึ้นไป ( ethane plus stream ) ซึ่งอยู่ในสถานะของเหลวและจะออกทางส่วนล่างของหอ  ผลิตภัณฑ์ที่เป็นของเหลวหอดังกล่าว  จะถูกนำเข้าสู่หอแยกอีเทน ( de-ethanizer ) และหอแยกโปรเปน (de-propanizer) เพื่อแยกอีเทนและโปรเปนออกตามลำดับต่อไป ในหอแยกโปรเปนนี้  โปรเปนจะถูกแยกออกทางด้านบนของหอ  ส่วนแอพีจี ซึ่งเป็นส่วนผสมของโปรเปนและบิวเทนจะถูกแยกออกมาจากส่วนกลางของหอ และส่วนผลิตภัณฑ์ที่ออกจากหอทางด้านล่างคือ ก๊าซโซลีนธรรมชาติ (natural gasoline)

 

 

คุณสมบัติของก๊าซปิโตรเลียมเหลว
 
 
1. คุณสมบัติทางเคมี

                    ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ประกอบด้วยไฮโดรคาร์บอน ที่มีส่วนประกอบของคาร์บอน (C)
        3 อะตอม และคาร์บอน (C) 4 อะตอม ใน 1 โมเลกุล ไฮโดรคาร์บอนกลุ่มนี้ประกอบด้วย

โปรเปน (propane) = C3H8
โปรปิลิน (porpylene) = C3H6
บิวเทน (butane) = C4H10
บิวทิลีน (butylene) = C4H8

                    สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่ปรากฏอยู่ในส่วนผสมของก๊าซปิโตรเลียมเหลว อาจแบ่งเป็น 2         กลุ่มใหญ่ คือ พวกไฮโครคาร์บอนอิ่มตัว (saturated hydrocarbon) และไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว         (unsaturated hydrocarbon)


                    กลุ่มไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว (saturated hydrocarbon) ได้แก่ โปรเปน (propane)
        นอร์มัลบิวเทน (n-butane) ไอโซบิวเทน (iso-butane
)




                           กลุ่มไฮโครคาร์บอนไม่อิ่มตัว (unsaturatedhydrocarbon)ได้แก่ โปรปิลีน (propylene)         นอร์มัลบิวทิลีน (n-butylene) ไอโซบิวทิลีน (iso-butylene)



                           ก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่ได้มาจาก      กระบวนการแยกก๊าซธรรมชาติจะประกอบด้วยโปรเปน
        (propane)  เป็นส่วนใหญ่   สัดส่วนของ C3  และ C4  ขึ้นอยู่กับแหล่งของก๊าซธรรมชาติ หากได้จาก
        กระบวนการกลั่นน้ำมันดิบจะประกอบด้วยบิวเทน ( butane )   เป็นส่วนใหญ่    และอาจมีการผสม C3
        และ C4   ในรูปของไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว ( un-saturated hydrocarbon )     ซึ่งมักประกอบด้วย
        โปรปิลีน ( propylene ) นอร์มัลบิวทิลีน ( n-butylene )ไอโซบิวทิลีน(iso-butylene)และ butylene-2

2. คุณสมบัติทางกายภาพ

                    ก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่ใช้กันอยู่มี 2 สถานะ คือ ของเหลวและก๊าซ ดังนั้นจำเป็นต้องทราบถึง
        คุณสมบัติทางกายภาพของก๊าซปิโตรเลียมเหลวทั้งสองสถานะ ดังนี้

2.1 ก๊าซปิโตรเลียมเหลวเมื่ออยู่ในสถานะเป็นของเหลว

        (ก) จุดเดือด และสภาวะวิกฤติ

                   เนื่องจากแอลพีจีมีจุดเดือดต่ำมาก  คือ  โปรเปน  มีจุดเดือด   เท่ากับ  –42   องศาเซลเซียส
        นอร์มัลบิวเทน   เท่ากับ -0.5 องศาเซลเซียส    ไอโซบิวเทน  เท่ากับ – 11.7 องศาเซสเซียส   ดังนั้น
        แอลพีจีมีสถานะเป็นก๊าซที่อุณหภูมิปกติ  และความดันบรรยากาศเว้นเสียแต่จะถูกอัดให้เป็นของเหลว
        อยู่ในถังภายใต้ความดันหรือนำถังไปแช่เย็นเอาไว้      ค่าความดันที่ทำให้แอลพีจีเป็นของเหลว    คือ
        ค่าความดันไอ  ( vapor pressure )  เช่น   ที่อุณหภูมิ  15  องศาเซสเซียส   ความดันไอของโปรเปน
        เท่ากับ 7.3 บรรยากาศ และที่อุณหภูมิสูงขึ้น ค่าความดันไอก็จะสูงขึ้นด้วย
                    โปรเปนที่อุณหภูมิ  96.67  องศาเซลเซียส   ความดันที่ใช้อัดเท่ากับ   41.94    บรรยากาศ
        เมื่ออุณหภูมิสูงกว่านี้โปรเปนจะไม่เป็นของเหลว แม้ว่าจะอัดด้วยความดันมากกว่า 41.94   บรรยากาศ
        ก็ตาม อุณหภูมิ  96.67  องศาเซลเซียส และความดัน  41.94  บรรยากาศ  ก็คือ  สภาวะวิกฤติสำหรับ
        โปรเปน

        (ข) ความหนาแน่น ปริมาตรจำเพาะและความถ่วงจำเพาะ

                    ความหนาแน่น   คือ   อัตราส่วนของน้ำหนักต่อหนึ่งหน่วยปริมาตร  เช่น   ที่อุณหภูมิ   15.5
        องศาเซสเซียสความหนาแน่นของโปรเปนมีค่าเท่ากับ 507 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สำหรับส่วนกลับ
        ของความหนาแน่นก็คือ ปริมาตรจำเพาะ โปรเปนมีค่าปริมาตรจำเพาะเท่ากับ  2  ลูกบาศก์เมตรต่อตัน
        ดังนั้นถ้าต้องการเก็บโปรเปนไว้ใช้  10  วัน  โดยในแต่ละวันมีความต้องการ 0.5  ตัน  จะต้องใช้ถังที่มี
        ขนาดความจุอย่างน้อยที่สุด 10 ลูกบาศก์เมตร
                    สำหรับค่าความถ่วงจำเพาะจะแสดงถึงอัตราส่วนของความหนาแน่นระหว่างก๊าซปิโตรเลียม
        เหลวที่อุณหภูมิใด อุณหภูมิหนึ่งกับน้ำที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส อย่างเช่น ค่าความถ่วงจำเพาะของ
        โปรเปนเหลวที่อุณหภูมิ 15 0C มีค่าเท่ากับ 0.5077 ส่วนนอร์มัลบิวเทน เท่ากับ 0.5844 และไอโซบิว
        เทนเท่ากับ 0.5631
                    ดังนั้นก๊าซปิโตรเลียมเหลวในสถานะที่เป็นของเหลวจะเบากว่าน้ำ ถ้าเกิดมีก๊าซรั่วขึ้นในขณะ
        ที่อุณหภูมิโดยรอบในขณะนั้นต่ำมาก   และก๊าซปิโตรเลียมเหลวเกิดไหลลงไปในรางระบายน้ำคูคลอง
        ก๊าซปิโตรเลียมเหลวก็จะลอยไปกับน้ำ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอัคคีภัยในท้องที่ห่างไกลจากบริเวณที่ก๊าซ
        ปิโตรเลียมเหลวรั่วออกไปได้
                    นอกจากนี้อุณหภูมิยังมีผลต่อค่าความหนาแน่น คือ เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น ความหนาแน่นของ
        สารเมื่ออยู่ในสถานะของเหลวจะลดลง

        (ค) ความหนืด

                    ความหนืด (ความข้นใส) คือ ความสามารถในการต้านทานการไหลของของไหล (ของเหลว
        หรือก๊าซ) ที่มีต่อภาชนะหรือท่อ ของไหลต่างชนิดกันจะมีความหนืดแตกต่างกัน
                    จะเห็นได้ว่า ก๊าซปิโตรเลียมเหลวในสภาพของเหลวจะมีความหนืดน้อยมาก (ความหนืดของ
        น้ำเท่ากับ 1 เซนติพอยส์)  จากคุณสมบัติอันนี้  ทำให้ก๊าซเหลวรั่วซึมได้ง่ายกว่าของเหลวชนิดอื่น และ
        นอกจากนี้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวไม่มีคุณสมบัติในการหล่อลื่น เนื่องจากมีความหนืดต่ำ อุปกรณ์ที่เกี่ยว
        ข้อง เช่น ปั๊ม จึงมีการสึกหรอสูง  เพราะฉะนั้นอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับก๊าซปิโตรเลียมเหลว จึงต้องออก
        แบบให้เหมาะสมทนต่อการสึกหรอและแรงดันสูงได้
                    อนึ่ง อุณหภูมิจะมีผลต่อความหนืดของของไหล กล่าวคือ ของไหลที่มีสถานะเป็นของเหลว
        เมื่ออุณหภูมสูงขึ้น ค่าความหนืดจะลดลง แต่ถ้าเป็นก๊าซ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นค่าความหนืดก็สูงขึ้นด้วย

        (ง) ความดันไอ (Vapor Pressure)

                    ก๊าซแอลพีจีเมื่อถูกบรรจุอยู่ในภาชนะปิดภายใต้ความดันจะมีสถานะเป็นของเหลว แอลพีจี
        เหลวจะระเหยเป็นไอเต็มช่องว่างที่อยู่เหนือระดับส่วนที่เป็นของเหลวจนกระทั่งถึงจุดอิ่มตัว(Saturation
        point) จึงจะหยุดระเหย ค่าความดันของก๊าซแอลพีจีที่จุดอิ่มตัวนี้เรียกว่า “ค่าความดันไออิ่มตัว”
                    ค่าความดันไออิ่มตัวเป็นตัวบ่งบอกคุณสมบัติการระเหย  ( volatility )  ของสาร   กล่าวคือ
        ถ้าสารใดมีความดันไอสูง แสดงว่าสารนั้นสามารถระเหยได้เร็ว และเป็นค่าที่ขึ้นกับอุณหภูมิโดยตรง
        กล่าวคือ ถ้าอุณหภูมิสูง ค่าความดันไออิ่มตัวก็สูงขึ้นด้วย

        (จ) ความร้อนแฝงในการระเหย

                    ความร้อนแฝงในการระเหย   คือ  ปริมาณความร้อนที่ต้องใช้ในการระเหยต่อหน่วยน้ำหนัก
        ของสารเพื่อเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นก๊าซที่จุดเดือดปกติ (ณ ความดันบรรยากาศ)หรือปริมาณ
        ความร้อนที่ต้องถูกดึงออกต่อหน่วยน้ำหนักของสาร    เพื่อให้ได้กลั่นตัวเป็นของเหลวที่ความดัน
        บรรยากาศและค่าความร้อนแฝงจะมีค่าลดลงเมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งก๊าซปิโตรเลียมเหลวมีค่าความ
        ร้อนแฝงน้อยกว่าน้ำมาก
                    ดังนั้น เมื่อก๊าซถูกปล่อยออกจากภาชนะเก็บ ก๊าซเหลวจะระเหย การที่ก๊าซเหลวระเหยได้
        ต้องได้รับความร้อนหรือดึงความร้อนจากบริเวณใกล้เคียงซึ่งจะทำให้บริเวณที่ถูกดึงความร้อนไปจะ
        มีความเย็นจัด เพราะฉะนั้นถ้าก๊าซเหลวรั่วมาถูกผิวหนังหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายจะทำให้
        ผิวหนังหรือส่วนของร่างกายนั้นได้รับความเย็นจัด จนถึงกับไหม้

        (ฉ) ความร้อนจำเพาะ

                   ค่าความร้อนจำเพาะ คือปริมาณความร้อนที่ทำให้วัตถุหนึ่งหน่วยน้ำหนักมีอุณหภูมิสูงขึ้นหนึ่ง
        องศา  มีหน่วยเป็นกิโลแคลอรี่ / กิโลกรัม / องศาเซลเซียส   หรือ  บีทีย ู/ ปอนด์ / องศาฟาเรนไฮต์
        เช่น เมื่ออยู่ในสถานะของเหลว ความดันคงที่ 1 บรรยากาศ อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียสค่าความร้อน
        จำเพาะของโปรเปน เท่ากับ  0.6023   นอร์มัลบิวเทน เท่ากับ  0.5748  ไอโซบิวเทน เท่ากับ  0.5824
        commercial propaneเท่ากับ 0.60 และ commercial butane เท่ากับ 0.57

        (ช) สัมประสิทธิ์การขยายตัว

                   ก๊าซปิโตรเลียมเหลวมีสัมประสิทธิ์การขยายตัวที่ 15 องศาเซลเซียส ประมาณ 0.300/0C
        สำหรับโปรเปน และ 0.002/0C สำหรับบิวเทนอุณหภูมิิยิ่งสูงการขยายตัวยิ่งมาก ตัวเลขนี้จำเป็นอย่าง
        ยิ่งใช้ในการคำนวณปริมาตรสูงสุดที่สามารถจะบรรจุก๊าซลงภาชนะหรือถังเก็บได้ในสภาพอุณหภูมิ
        ต่าง ๆ กัน ดังนั้น การบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลวลงในถังจะต้องเหลือที่ว่างเหนือก๊าซเหลวไว้ โดยใน
        ส่วนของช่องว่างนี้จะมีไอก๊าซอยู่ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความดันที่เกิดการขยายตัวของของเหลว
        ในกรณีที่ก๊าซได้รับความร้อนผิดปกติ นอกจากนี้ระบบท่อส่งต่าง ๆ ที่ส่งก๊าซปิโตรเลียมเหลวจำเป็น
        ต้องมีกลอุปกรณ์นิรภัยแบบระบาย  ( hydrostatic relief valve )    ไว้ในระบบด้วย ซึ่งเป็นอุปกรณ์
        สำคัญตัวหนึ่ง

2.2 คุณสมบัติทางกายภาพของก๊าซปิโตรเลียมเหลว เมื่ออยู่ในสถานะเป็นก๊าซ

        (ก) ความหนาแน่น ปริมาตรจำเพาะและความถ่วงจำเพาะ

                    ค่าความถ่วงจำเพาะของก๊าซปิโตรเลียมเหลวเมื่อเป็นก๊าซจะแสดงถึงอัตราส่วนของความ
        หนาแน่นระหว่างก๊าซกับอากาศที่อุณหภูมิและความดันเดียวกัน  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าเป็นตัวเลขที่
        ชี้ให้เห็นว่าก๊าซปิโตรเลียมเหลว เมื่อเป็นก๊าซจะหนักเป็นกี่เท่าของอากาศ (เมื่อความหนาแน่นของ
        อากาศ = 1)

ที่อุณหภูมิ 15.50C (600F) ณ ความดันบรรยากาศ
โปรเปน มีค่าความถ่วงจำเพาะเมื่อเป็นก๊าซ เท่ากับ 1.5
บิวเทน มีค่าความถ่วงจำเพาะเมื่อเป็นก๊าซ เท่ากับ 2.0

                    ดังนั้น    ก๊าซปิโตรเลียมเหลวในสถานะที่เป็นก๊าซจะหนักกว่าอากาศเมื่อเกิดการรั่วไหลขึ้น
        ก๊าซจะไปรวมตัวอยู่ในที่ต่ำ และถ้าบริเวณที่ต่ำนั้นเป็นรางระบายน้ำหรือคูคลอง ก๊าซอาจจะไหลตาม
        น้ำไป ทำให้เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ ณ จุดซึ่งห่างไกลจากบริเวณที่ก๊าซรั่วได้ ความหนืดก๊าซปิโตรเลียม
        เหลวในสถานะของก๊าซจะมีความหนืดสูงขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น

       (ค) ความสามารถในการอัดตัวของก๊าซแอลพีจี (Compressibility factor)

                    สำหรับก๊าซอุดมคติ (ldeal gas) ความสัมพันธ์ของอุณหภูมิ ความดันและปริมาตร สามารถ
        แสดงโดย สมการสภาวะ ( Equation of state )  คือ  PV = nRT  ( P = ความดัน , V = ปริมาตร ,
        n = จำนวนโมล , R = gas constant T = อุณหภูมิ) แต่สำหรับก๊าซแอลพีจีจะมีลักษณะเบี่ยงเบนไป
        จากก๊าซอุดมคติ   ดังนั้น   เพื่อให้สามารถใช้สมการสภาวะได้ จึงจำเป็นต้องเพิ่มค่าความสามารถใน
        การอัดตัวของก๊าซ (Compressibility factor, Z) เข้าไปในสมการคือ PV = ZnRT สำหรับก๊าซไม่
        อุดมคติ โดยที่ Z จะมีค่าน้อยกว่า 1 คือที่อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส ณ ความดันบรรยากาศ โปรเปน         นอร์มัลบิวเทน และไอโซบิวเทน มีค่า Z = 0.984 , 0.969 และ 0.971 ตามลำดับ

       (ง) ช่วงการลุกไหม้ (Flammability Limits in Air)

                    ก๊าซที่สันดาปได้จะมีช่วงส่วนผสมกับอากาศเพียงช่วงเดียวที่จุดไฟแล้วลุกไหม้ได้  เพราะมี
        อากาศผสมอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ    ช่วงการลุกไหม้ได้จะแสดงค่าเป็นอัตราส่วนร้อยละ   ( % )
        ปริมาตรก๊าซต่ออากาศ ค่าทางด้านความเข้มข้นสูงของช่วงการลุกไหม้ เรียกว่าค่าขอบบน ส่วนทาง
        ด้านต่ำเรียกว่าค่าขอบล่าง     ก๊าซแอลพีจีจะสามารถลุกไหม้หรือติดไฟได้ก็ต่อเมื่อมีก๊าซผสมอยู่ใน
        อากาศ 2-9% คือถ้ามีก๊าซแอลพีจีต่ำกว่า 2 ส่วนหรือมากกว่า 9 ส่วนในส่วนผสมของก๊าซกับอากาศ
        กับอากาศ 100 ส่วน ส่วนผสมนั้นก็จะไม่ติดไฟ

       (จ) อุณหภูมิของจุดติดไฟ (Ignition Temperature)

                    เมื่อค่อย ๆ เพิ่มอุณหภูมิให้กับเชื้อเพลิงจนเลยอุณหภูมิค่าหนึ่งแล้ว เชื้อเพลิงก็จะเริ่มลุกไหม้
        เองแม้จะไม่มีประกายไฟหรือสาเหตุของการติดไฟ อุณหภูมิต่ำสุดที่เริ่มเกิดการลุกไหม้ตามธรรมชาติ
        นี้เรียกว่าอุณหภูมิของจุดติดไฟ (Ignition Temperature) เนื่องจากอุณหภูมิจุดติดไฟของโปรเปน คือ         460-580 องศาเซลเซียส และของบิวเทนคือ 410-550 องศาเซลเซียส  ดังนั้น  ก๊าซปิโตรเลียมเหลว
        จึงติดไฟได้ยากกว่าเมื่อเทียบกับน้ำมันเบนซินซึ่งมีจุดติดไฟ  280 - 430  องศาเซลเซียสและน้ำมัน
        ดีเชล  250 - 340  องศาเซลเซียส   ดังนั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้จึงกล่าวได้ว่าก๊าซปิโตรเลียมเหลวมีความ
        ปลอดภัยสูงกว่า

       (ฉ) อุณหภูมิของเปลวไฟ (Flame temperature)

                    อุณหภูมิของเปลวไฟที่ได้จากการเผาไหม้ของแอลพีจีสูงมากพอที่จะหลอมโลหะต่าง ๆ ได้
        เช่น  หลอมเหล็ก  ทองเหลือง  อลูมิเลียม  และแก้ว  เป็นต้น  โดยโปรเปน มีอุณหภูมิของเปลวไฟใน
        อากาศ  1,930  องศาเซลเซียส   และบิวเทน  1,900  องศาเซลเซียส      ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับงาน
        อุตสาหกรรมหลอมโลหะ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้ในการอบเครื่องเคลือบดินเผาอบสี ได้อย่าง
        มีประสิทธิภาพ

       (ช) ค่าอ๊อกเทน (Octane Number)

                    ก๊าซแอลพีจีมีค่าอ๊อกเทนสูง ประมาณ 95-110 ซึ่งสูงกว่าค่าอ๊อกเทนของน้ำมันเบนซิน        จึงเหมาะกับการใช้เป็นเชื้อเพลิงของรถยนต์มาก

       (ซ) อัตราส่วนปริมาตรของเหลว/ก๊าซ (Liquid/Vapor Volume Ratio)

                    แอลพีจีเหลวเมื่อระเหยและเปลี่ยนสถานะไปเป็นก๊าซ ปริมาตรจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก         กล่าวคือที่อุณหภูมิ 15.5 องศาเซลเซียส (60 oF) โปรเปนเหลว 1 หน่วยปริมาตร เมื่อกลายเป็นก๊าซ
        จะมีปริมาตรเป็น 274 หน่วย ส่วนบิวเทนเหลว 1 หน่วยปริมาตร เมื่อกลายเป็นก๊าซจะมีปริมาตรเป็น         233 หน่วย

                    ดังนั้น แอลพีจีในสถานะที่เป็นของเหลว ถ้ารั่วออกมาจะมีอันตรายมากกว่าที่เป็นก๊าซ เพราะ
        จำนวนที่ออกมาเป็นของเหลว เมื่อกลายเป็นก๊าซจะเพิ่มปริมาตรมากขึ้น ปริมาณก๊าซมากอันตรายและ
        ความรุนแรงก็ย่อมมีมาก

       (ฌ) ปริมาณอากาศที่ใช้ในการเผาไหม้ (Air Requirement)

                    ก๊าซออกซิเจนเป็นก๊าซที่มีส่วนผสมอยู่ในอากาศ 21 % โดยปริมาตรและเป็นปัจจัยสำคัญที่
        ช่วยให้เกิดการเผาไหม้ ดังนั้นปริมาณอากาศที่ป้อนเข้าไปในห้องเผาไหม้จะต้องมีปริมาณที่แน่นอน
        ในกรณีที่ก๊าซแอลพีจีเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ทั้งหมดก็จะกลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซดฅ์และน้ำ
        และการเปลี่ยนแปลงนี้เขียนเป็นสมการเคมีได้ดังต่อไปนี้

                    ดังจะเห็น  ได้จากสมการเหล่านี้   ปริมาณออกซิเจนที่จำเป็นต่อการเผาไหม้อย่างสมบูรณ์จะ
        เป็น 5 เท่าในกรณีของโปรเปน และ 6.5 เท่าในกรณีของบิวเทน เนื่องจากปริมาณออกซิเจนในอากาศ
        มีประมาณ 21% ฉะนั้นในการเผาไหม้โปรเปนอย่างสมบูรณ์ 1 ลูกบาศก์เมตรจะต้องใช้อากาศ
        24 ลูกบาศก์เมตร ส่วนบิวเทน 1 ลูกบาศก์เมตร จะใช้อากาศ 31 ลูกบาศก์เมตรดังนั้นเมื่อเปรียบ
       เทียบกับน้ำมันเบนซินแล้ว แอลพีจีต้องการปริมาณอากาศมากกว่าเล็กน้อย

       (ญ) ค่าความร้อนของการเผาไหม้ (heat of combustion)

                    ค่าความร้อนของการเผาไหม้ของก๊าซแอลพีจี หมายถึงค่าปริมาณความร้อนที่เกิดขึ้นจาก
        การนำเอาก๊าซแอลพีจีหนึ่งหน่วยน้ำหนัก หรือหนึ่งหน่วยปริมาตรมาเผาไหม้ที่ความดันบรรยากาศ         และอุณหภูมิปกติ (25 องศาเซลเซียส)
                    ค่าความร้อนของการเผาไหม้เป็นค่าที่บ่งบอกถึงคุณสมบัติของเชื้อเพลิง และใช้ในการ
        คำนวณหาประสิทธิภาพเชิงความร้อนของเครื่องจักร

       (ฎ) สี กลิ่น และการละลาย  

                    แอลพีจีบริสุทธ์ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ดังนั้น บริษัท ผู้ผลิตก๊าซแอลพีจีจึงต้องเติมสารประกอบที่มี
        กลิ่นเหม็นลงไปด้วย เพื่อให้ผู้ใช้รู้ตัวเมื่อก๊าซแอลพีจีเกิดรั่ว  หรือผู้ใช้ลืมปิดวาล์วใช้ก๊าซ สารประกอบ
        ที่เติมลงไปเพื่อทำให้ก๊าซแอลพีจีมีกลิ่นเหม็นเป็นสารพวกเมอร์แคบแทน(mercaptan)
                    นอกจากนี้ก๊าซแอลพีจี มีคุณสมบัติเป็นตัวทำละลาย (solvent) เช่นเดียวกับพวกน้ำมันระเหย
        จึงสามารถละลายหรือทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ทำมาจากยางธรรมชาติเสียคุณสมบัติได้ เช่น ปะเก็น
        หรือซีลต่าง ๆ ดังนั้นอุปกรณ์ที่นำมาใช้กับถังที่บรรจุก๊าซแอลพีจี ควรใช้วัสดุอื่นที่ไม่ได้ทำมาจากยาง
        ธรรมชาติ เช่น ยางสังเคราะห์ เป็นต้น

 ขอขอบคุณข้อมูลจาก กรมธุรกิจพลังงาน

ราคาติดตั้ง LPG

Tags : LPG ความรู้ LPG ราคาติดตั้ง

view

 ติดแก๊สที่ไหนดี

 ราคา ติดตั้งแก๊ส ระบบหัวฉีด

 ความรู้เกี่ยวกับแก๊ส

 ผลงาน ติดตั้งแก๊ส

 เว็บบอร์ด

view